สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน! วันนี้ผมจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับกลยุทธ์การลงทุนรูปแบบหนึ่งที่เน้นความยั่งยืน ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอ หรือปวดหัวกับการคาดเดาทิศทางตลาด กลยุทธ์นี้เป็นที่นิยมมากในกลุ่มนักลงทุนสายระบบ (Systematic Trader) ซึ่งเราเรียกกันว่า "Grid Trading" หรือ "Close System" (ระบบปิดเพื่อสะสมกระแสเงินสด) บางท่านอาจจะเคยได้ยินในชื่อระบบ KZM ครับ
กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการสร้าง "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ให้กับพอร์ตของคุณ โดยอาศัยหลักการสำคัญ 3 ประการ ที่ผมมักจะแนะนำให้ลูกค้าและนักลงทุนนำไปปรับใช้ครับ:
- 1จัดระเบียบเงินทุนเป็น "บล็อก" (Fixed Share Size)
เคล็ดลับแรกคือ เราจะไม่ออกไม้ซื้อขายด้วยจำนวนเงินที่กะเกณฑ์ตามอารมณ์ครับ แต่เราจะเน้นความมีวินัยโดยการแบ่งเงินทุนหรือจำนวนหุ้นออกเป็นกองทัพย่อย ๆ ที่มีขนาด "เท่ากันเป๊ะเสมอ" ตัวอย่างเช่น หากเราเลือกลงทุนในหุ้นเหล่านี้ เราอาจจะกำหนดขนาดไม้ไว้ดังนี้:
BEM: เทรดเป็นบล็อก บล็อกละ 5,000 หุ้น
CPAXT: เทรดเป็นบล็อก บล็อกละ 2,000 หุ้น
BDMS: เทรดเป็นบล็อก บล็อกละ 1,500 - 2,000 หุ้น
RATCH: เทรดเป็นบล็อก บล็อกละ 1,000 หุ้น
SCB: เทรดเป็นบล็อก บล็อกละ 200 หุ้น
ผมมีประมาณ 10 ตัวที่ถืออยู่แนะนำ 5 ตัวก่อนครับ หุ้นผมจะอยู่ใน Set 100 เท่านั้น
การทำแบบนี้จะช่วยให้คุณบริหารหน้าตัก (Money Management) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้เสมอว่าตัวเองมี "กระสุน" เหลืออยู่ในมืออีกเท่าไหร่
- 1ดักซื้อขายตาม "ขั้นบันได" (Price Grid Levels)
แทนที่จะทุ่มเงินซื้อตูมเดียวแบบ All-in หรือพยายามเดาว่าหุ้นจะไปทางไหน ระบบนี้จะสอนให้เรากางตาข่ายดักราคาไว้เป็นชั้น ๆ ครับ
ช่วงหุ้นตก (Buy on dips): เราจะตั้งรับซื้อตามแนวรับที่กะระยะไว้ เพื่อทยอยสะสมของถูก
ช่วงหุ้นขึ้น (Sell on rallies): เราจะทยอยรินขายทำกำไรออกไปทีละบล็อก
วิธีนี้ทำให้พอร์ตของคุณสามารถทำกำไรจาก "ความผันผวน" (Volatility) ของตลาดได้ตลอดทาง เกิดเป็นกระแสเงินสด (Cash Flow) หมุนเวียนกลับเข้าพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตลาดจะแกว่งตัวไปในทิศทางใดก็ตาม
- 1เลือกหุ้นที่เป็น "ป้อมปราการ" แข็งแกร่ง (Asset Selection)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดครับ ระบบนี้จะพังทลายทันทีหากหุ้นที่คุณเลือกกลายเป็นบริษัทที่พื้นฐานแย่ ดังนั้น ผมจึงแนะนำเสมอว่าเราควรวางตาราง Grid เฉพาะกับ หุ้นพื้นฐานดี (Blue Chip) หรือหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง มีปันผลสม่ำเสมอ และมีความปลอดภัยสูง (เช่น PTT, BDMS, LH, OR, SCB, CPAXT หรือ RATCH)
ข้อดีคือ หากเกิดวิกฤตแล้วราคาหุ้นร่วงลงไปลึกในโซนล่าง เราก็ยังสามารถถือครอง (Hold) รับเงินปันผลได้อย่างสบายใจ ซึ่งหุ้นที่เลือกปันผลเฉลี่ยประมาณ 5-6% เพื่อรอรอบให้ราคาสวิงกลับขึ้นมาในโซนทำกำไรด้านบนอีกครั้ง
สรุปทิ้งท้าย การเทรดด้วยระบบ Grid Trading คือการเปลี่ยนตัวเองเป็นนักลงทุนที่ใช้ "วินัย" และ "การบริหารเงินทุน" มาแทนที่การใช้อารมณ์ตัดสินใจครับ มันคือการวางแผนล่วงหน้าเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างยั่งยืน มีเงินสดเข้ามาได้เกือบทุกวันที่ตลาดเปิด
📈 สำหรับผู้อ่านหรือลูกค้าท่านใดที่สนใจแนวทางนี้ และอยากให้ผมลองวิเคราะห์เจาะลึกดูว่า ในบรรดาหุ้นที่คุณสนใจ มีตัวไหนที่มีรอบการแกว่งตัวเหมาะสมที่จะนำมาทำระบบผลิต Cash Flow ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถทักเข้ามาพูดคุย หรือปรึกษาผมได้เลยนะครับ!

